ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอาหารโคเชอร์

I. ส่วนผสม

ก่อนอื่น ผลิตภัณฑ์อาจทำจากส่วนผสมของเครื่องปรุงที่โคเชอร์ทั้งหมด แต่ผ่านอุปกรณ์ใช้ผลิตหรือแปรรูปที่ไม่ใช่โคเชอร์ อีกทั้ง กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ไม่มีกฎบังคับว่าจำเป็นต้องประกาศรายชื่อของส่วนผสมช่วยในขั้นตอนการผลิตหลายอย่าง เช่น น้ำมันเคลือบกระทะ หรือ สารเร่งอื่น ๆ แม้ว่าสารเหล่านี้ไม่ได้เข้ากลุ่มของส่วนผสมตามกฎหมายแต่มันก็สามารถทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารถูกประเมินว่าไม่ใช่โคเชอร์ได้เช่นกัน ส่วนผสมหลายอย่างอาจเป็นโคเชอร์หรือไม่โคเชอร์ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดของส่วนผสมนั้น ๆ อย่างเช่น กลีเซอรีนและสารอิมัลซิไฟเออร์อาจทำจากน้ำมันพืชหรือสัตว์ สุดท้ายคือส่วนผสมหลายอย่างที่บันทึกไว้บนฉลากจะแสดงเฉพาะในรูปแบบกว้างเท่านั้น โดยไม่มีรายละเอียดของส่วนผสมที่ซับซ้อนหลายอย่าง ซึ่งตามความจริงก็เป็นส่วนผสมที่ใช้ในการผลิตสินค้าอาหารนั้น ๆ อย่างเช่น อาหารที่มีรสช็อคโกแลตอาจมีส่วนผสมย่อยกว่า 50 อย่าง แต่ฉลากอาจระบุส่วนผสมทั้งหมดว่าเป็นเพียง "เติมแต่งรสชาติ"

II. เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก และปลา ที่โคเชอร์และไม่ใช่โคเชอร์

A. เนื้อสัตว์:

พระคัมภีร์โตรา (Torah) กล่าวว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแบบโคเชอร์เป็นสัตว์ที่กินเคี้ยวเอื้อง และมีเท้าเป็นกีบ ต่อไปนี้เป็นชนิดสัตว์ที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นโคเชอร์: แดกซ์ ละมั่ง วัวกระทิง วัว กวาง กาเซลล์ ยีราฟ แพะ แพะภูเขา และแกะ นอกจากนี้เนื้อและสัตว์ปีกต้องมีการเตรียมพิเศษ ซึ่งจะมีระบุในรายการด้านล่าง

B. สัตว์ปีก:

พระคัมภีร์โตราไม่ได้ระบุถึงลักษณะเฉพาะเพื่อแยกแยะสัตว์ปีกที่ได้รับอนุญาตและต้องห้ามว่าเป็นโคเชอร์ แต่จะนับสัตว์ปีก 24 ชนิดที่ต้องห้าม ในขณะที่นกชนิดอื่น ๆ ทั้งหมดถือว่าเป็นโคเชอร์ อย่างไรก็ตามด้วยเหตุผลหลายประการในทางปฏิบัติชาวยิวจะรับประทานเฉพาะนกที่ทราบว่าถูกต้องตามประเพณีว่าเป็นสายพันธุ์ที่โคเชอร์อย่างแท้จริง ในประเทศสหรัฐอเมริกาสัตว์ปีกที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรคัชรุส หลัก ๆ ว่าเป็นโคเชอร์ ได้แก่ ไก่ ไก่งวง เป็ด และห่าน

C. ปลา:

พระคัมภีร์โตรากำหนดเกณฑ์สองอย่างเพื่อกำหนดชนิดปลาที่เป็นโคเชอร์ ปลาต้องมีครีบและเกล็ด เกล็ดปลาต้องถอดออกได้ง่ายโดยไม่ทำลายผิวหนังของปลา [โดยทั่วไปเกล็ดบนปลาที่โคเชอร์มีความบาง กลม และขอบเรียบ (cycloid) หรือส่วนที่แคบซึ่งคล้ายกับฟันของหวี (ctenoid)] อาหารทะเลอย่างอื่นทั้งหมดเป็นสิ่งต้องห้าม เช่น หอย ปู กุ้ง หมึก ฯลฯ แตกต่างไปจากเนื้อสัตว์และสัตว์ปีก ปลาไม่จำเป็นต้องมีการเตรียมพิเศษใดๆ กระนั้นก็ตามผู้บริโภคต้องสามารถมองเห็นเกล็ดปลาเพื่อที่จะกำหนดสถานะของโคเชอร์ในปลา ดังนั้นปลาหั่นชิ้นหรือบดแล้วไม่ควรซื้อนอกจากว่าเนื้อปลานั้น ๆ ได้ถูกควบคุมดูแลอย่างเหมาะสม หรือถ้าหากซื้อเนื้อปลาที่หั่นแล้วควรมีแถบผิวหนังที่มีเกล็ดติดอยู่กับชิ้นปลาด้วย นอกจากนี้การซื้อปลาในร้านขายปลาที่ไม่ใช่ร้านโคเชอร์โดยเฉพาะจะเป็นปัญหา เพราะแม้ว่าจะมีเกล็ดครบถ้วน เนื่องจากมีดและโต๊ะไม่ใช่โคเชอร์เพราะเคยใช้สำหรับปลาที่ไม่เป็นโคเชอร์ จึงควรหาคำแนะนำจากแรบไบ

กฎหมายตามหลักคำสอนของแรบไบชาวยิวห้ามการบริโภคปลาและเนื้อสัตว์พร้อมกันและด้วยกัน

ผลิตภัณฑ์ปลาที่ผ่านการรมควันหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปต้องได้รับการดูแลจากองกรณ์โคเชอร์ที่เชื่อถือได้เช่นเดียวกับอาหารแปรรูปอย่างอื่นทั้งหมด

III. การแปรรูปเนื้อสัตว์ และสัตว์ปีก

A. การเชือดสัตว์ (Shechita):

พระคัมภีร์โตรากำหนดให้เนื้อและสัตว์ปีกถูกฆ่าในลักษณะที่กำหนดเรียกว่า shechita หลอดลมและหลอดอาหารของสัตว์ที่เชือดจะถูกตัดขาดโดยใช้ใบมีดโกนที่คมและใบมีดเรียบ ซึ่งจะทำให้สัตว์ที่ถูกเชือดเกิดความตายโดยทันที โดยไม่มีอาการปวดธรมานต่อสัตว์ มีเพียงผู้เชือดเนื้อสัตว์โคเชอร์เท่านั้น ซึ่งมีความกตัญญูและความเชี่ยวชาญ ที่ผ่านการรับรองโดยเจ้าหน้าที่ของแรบไบเท่านั้น ที่จะมีคุณสมบัติในการเชือดสัตว์เพื่อการบริโภคแบบโคเชอร์

B. การตรวจสอบอวัยวะภายใน (Bedika):

หลังจากที่สัตว์ได้ถูกเชือดอย่างถูกต้องแล้ว ผู้ตรวจสอบที่มีความเชี่ยวชาญที่เรียกว่า bodek ตรวจสอบอวัยวะภายในเพื่อหาความผิดปกติทางสรีรวิทยาใด ๆ ที่อาจทำให้สัตว์ที่ไม่ใช่โคเชอร์ (treif) โดยเฉพาะอย่างยิ่งปอดต้องตรวจสอบเพื่อระบุว่าปอดของสัตว์ที่ถูกเชือดไม่ได้ยึดติดกัน (sirchot) ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการมีรูอยู่ในปอด หากพบว่ามีการยึดติดผู้ตรวจสอบจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบอย่างละเอียดที่สุดเพื่อพิจารณาสถานะว่าสัตว์ที่เชือดแล้วเป็นโคเชอร์อย่างแท้จริงหรือไม่

ควรเป็นที่สังเกตว่านอกเหนือจากการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอาหารที่ถูกหลักของโคเชอร์ตามที่กำหนดไว้ในกฎปฎิบัติของชาวยิว (halacha) แล้ว การตรวจสอบอวัยวะภายในใช้มาตรฐานคุณภาพที่เกินความต้องการของรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

C. การยืนยันความเรียบเนียนของอวัยวะภายใน (Glatt Kosher):

ถึงแม้ว่าการยึดติดของอวัยวะภายในอย่างอื่นไม่ใช่ข้อกำหนดว่าสัตว์ที่ถูกเชือดจะไม่เป็นโคเชอร์ ชุมชนชาวยิวบางกลุ่ม หรือบุคคลบางท่านจะรับประทานเพียงเนื้อสัตว์ที่พบว่าปราศจากการยึดติดทั้งหมดในปอด “Glatt” มีความหมานแท้จริงว่า ""เรียบเนียน"" ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเนื้อสัตว์มาจากสัตว์ที่มีปอดพบว่าปราศจากการยึดเกาะทั้งหมด เมื่อเร็ว ๆ นี้คำว่า “glatt kosher” จะถูกใช้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้นเป็นคำศัพท์ทั่วไปจึงหมายความว่าผลิตภัณฑ์เป็นโคเชอร์โดยไม่ต้องกังขา

D. การตัดทิ้งส่วนต้องห้าม (Nikkur):

ในสัตว์บางชนิดไม่อนุญาตให้มีเส้นเลือด เส้นประสาท และแฉะไขมันหลายชนิด และจำเป็นที่จะต้องถอดออก มีขั้นตอนการหั่นพิเศษเฉพาะสำหรับเนื้อวัว เนื้อลูกวัว และเนื้อแกะ ที่เรียกว่า “Nikkur” (คำฮีบรูที่หมายความว่า ""ตัดทิ้ง"") ซึ่งต้องทำโดยบุคคลที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ

E. การกำจัดเลือด (Koshering): พระคัมภีร์โตราห้ามการบริโภคเลือดของสัตว์ มีสองวิธีการกำจัดเลือดจากเนื้อสัตว์ที่โตราห์ยอมรับ กระบวนการที่เรียกว่า “koshering” มีทั้งการหมักเกลือและปิ้ง

เนื้อสัตว์ไม่ควรวแช่ในน้ำอุ่นก่อนที่จะทำการ “koshered” หากว่าเนื้อสัตว์มีการปรุงสุกก่อนที่จะทำโคเชอร์ก็จะไม่สามารถทำให้เป็นโคเชอร์ได้

1. หมักเกลือ:

เนื้อสัตว์ต้องผ่านการแช่น้ำเย็น (ไม่ใช่น้าแข็ง) เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง โดยใช้ภาชนะที่กำหนดไว้สำหรับวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้น หลังจากปล่อยให้น้ำส่วนเกินหยดออกจากเนื้อสัตว์แล้ว ต้องมีการหมักเกลือให้ทั่วถึงเพื่อให้พื้นผิวทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยเกลือชั้นบาง ๆ ควรใช้เพียงเกลือหยาบเพื่อการหมักเท่านั้น ทั้งสองด้านของเนื้อและสัตว์ปีกต้องปกคลุมไปด้วยเกลือ ทุกชิ้นส่วนส่วนเกินเครื่องในของสัตว์ปีกจะต้องถูกแยกออกมาก่อนที่จะเริ่มกระบวนการโคเชอร์ริ่ง ทุกชิ้นส่วนต้องแช่และหมักเกลือแยกกันทีละอย่าง

หากว่าเนื้อหรือสัตว์ปีกถูกผ่าในระหว่างขั้นตอนการหมักเกลือ พื้นผิวที่เพิ่งผ่าใหม่ต้องมีการแช่นานครึ่งชั่วโมงและหมักเกลืออีกเช่นกัน

หมักเกลือไว้เป็นเวลาครึ่งชั้วโมงบนพื้นที่ที่เอียงหรือมีรูเจาะเพื่อให้เลือดไหลลงได้สะดวก ช่องเปิดของสัตว์ปีกควรวางไว้ในทิศทางที่หันลง

หลังจากขั้นตอนการหมักเกลือ เนื้อสัตว์ต้องผ่านการแช่น้ำอย่างทั่วถึง หลังจากนั้นต้องล้างเพื่อขจัดเกลือที่หมักไว้ให้หมด

ตามที่กำหนดไว้ในกฎอาหารโคเชอร์ เนื้อสัตว์ที่เชือดแล้วต้องนำมาทำให้เป็นโคเชอร์ภายในเวลา 72 ชั่วโมงหลังจากการเชือดเพื่อไม่ให้เลือดแข็งตัว หากว่าเนื้อสัตว์ได้ผ่านการแช่อย่างทั่วถึงก่อน 72 ชั่วโมงที่กำหนดไว้ สามารถเพิ่มเวลาในการโคเชอร์ได้ถึงอีก 72 ชั่วโมงเพื่อการเริ่มขั้นตอนการหมักเกลือ

2. ปิ้ง:

อีกหนึ่งวิธีสำหรับการกำจัดเลือดในเนื้อสัตว์เพื่อทำให้โคเชอร์คือการปิ้ง ตับเป็นชิ้นส่วนที่จำเป็นต้องปิ้งเพราะจะมีเลือดจำนวนมากในส่วนนั้น

ทั้งตับและเนื้อสัตว์ต้องผ่านการล้างอย่างละเอียดเพื่อกำจัดเลือดออกจากพื้นผิวให้หมด หลังจากนั้นจะต้องหมักเกลือบาง ๆ ทุกด้าน ต่อมาจะต้องปิ้งบนตะแกรงที่มีรู (ที่มีไว้ใช้สำหรับการปิ้งตับ) บนเปลวไฟ ซึ่งจะทำให้เลือดที่กักขังไว้ในนั้นซึมออกมาจนหมด เมื่อทำการกำจัดเลือดสำหรับตับต้องกรีดผิวเนื้อของตับก่อนการปิ้ง

เนื้อสัตว์หรือตับต้องผ่านการปิ้งทั้งสองด้านจนกว่าพื้นผิวนอกดูแห้งและมีสีน้ำตาล หลังการปิ้งเนื้อสัตว์หรือตับต้องนำไปล้างให้สะอาด

F. ผู้ค้าเนื้อโคเชอร์:

เมื่อหลายปีที่แล้วขั้นตอนการนำเนื้อสัตว์หรือสัตว์ปีกไปหมักเกลือจะทำที่บ้านของผู้บริโภค ในเวลาที่ผ่านมาขั้นตอนการหมักเกลือจะเปลี่ยนมาทำที่ร้านของผู้ค้าเนื้อโคเชอร์แทน ปัจจุบันนี้ขั้นตอนทั้งหมดตั้งแต่การเชือด (slaughtering) การตรวจสอบอวัยวะภายใน (bedika) การตัดทิ้งส่วนต้องห้าม (nikkur) และการหมักเกลือ (salting) ได้เปลี่ยนไปเป็นหน้าที่ของทางโรงเชือด อย่างนี้จะช่วยสร้างความสม่ำเสมอและคงระดับมาตรฐานที่สูง แต่อย่างไรก็ตามผู้ค้าเนื้อโคเชอร์มีบทบาทสำคัญในการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ผู้ค้าเนื้อโคเชอร์ต้องเป็นคนที่ซื่อสัตย์ และร้านของเขาต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแรบไบที่มีความน่าเชื่อถือ

G. บรรจุภัณฑ์:

เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกต้องผ่านการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่เวลาที่สัตว์ถูกเชือดจนกว่าจะถึงผู้บริโภค ป้ายโลหะที่เรียกว่าพลุมบา (plumba) ที่มีตราของโคเชอร์มักจะถูกจับยึดไว้บนเนื้อสัตว์หรือสัตว์ปีกเพื่อใช้เป็นตราประทับรับรองการกำกับดูแล อีกวิธีหนึ่งคือการนำเนื้อหรือไก่ไปบรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิทและมีตราสัญลักษณ์ของโคเชอร์ปรากฏไว้อย่างเด่นชัด

H. ค่าใช้จ่าย:

เนื่องจากเนื้อและสัตว์ปีกโคเชอร์มีข้อกำหนดในขั้นตอนการจัดเตรียมหลายอย่าง (shechita, bedika nikkur และ salting) ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นพิเศษ ต้นทุนแรงงานที่เกี่ยวข้องกับเนื้อและสัตว์ปีกโคเชอร์จึงจะสูงกว่ามาก ซึ่งจะส่งผลให้เนื้อและสัตว์ปีกโคเชอร์มีราคาที่สูงกว่า

IV. ธุรกิจค้าขายอาหาร, ร้านอาหาร, โรงแรม

ธุรกิจค้าขายอาหาร ร้านอาหาร และโรงแรมจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลโดย Orthodox Rabbinic authority

ไม่สามารถสันนิษฐานได้ว่าคัชรุส (kashrus) ยึดมั่นเพียงเพราะมีการสร้างภาพโฆษณาหรือคำแถลงที่ยืนยันความโคเชอร์ เช่น "เราเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าโคเชอร์" บ่อยครั้งร้านอาหาร 'มังสวิรัติ' หรือ 'ผลิตภัณฑ์นม' จะนึกว่าเป็นร้านอาหารโคเชอร์และไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล แต่นี่เป็นความเข้าใจผิดที่แพร่หลายมาก ปลา ขนมอบ ชีส เนยขาว น้ำมัน ไข่ มาการีน ซอสราด และเครื่องเคียง เป็นส่วนผสมมากมายที่จำเป็นต้องมีการควบคุมดูแลในร้านอาหาร 'มังสวิรัติ' หรือ 'ผลิตภัณฑ์นม' ถึงแม้อาหารเหล่านี้จะถือว่าเป็นโคเชอร์เมื่อยังดิบ แต่ก็ยังจะสามารถกลายเป็นว่าไม่โคเชอร์เมื่อใช้อุปกรณ์ที่ใช้กับอาหารที่ไม่โคเชอร์ในการจัดเตรียม ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงจำเป็นต้องมีการควบคุมดูแลความโคเชอร์ที่น่าเชื่อถือ

V. เนื้อสัตว์ และนม ในครัวโคเชอร์

พระคัมภีร์โตราห้าม:

1) จัดเตรียมหรือปรุงเนื้อและนมด้วยกัน

2) การรับประทานอาหรที่ผสมทั้งเนื้อและนม หรือ

3) การรับประโยชน์จากการผสมเนื้อและนม

เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการปฎิบัติผิดเหล่าแรบไบได้ขยายกฎเพื่อห้ามการรับประทานอาหารเนื้อและนมในมื้อเดียวกันหรือจัดเตรียมโดยใช้เครื่องใช้ในครัวชุดเดียวกัน นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์นมไม่สามารถบริโภคได้เป็นระยะเวลาตามที่กำหนดไว้หลังจากกินเนื้อสัตว์ ผู้นับถือกลุ่มต่างๆมักจะมีประเพณีที่แตกต่างกันสำหรับระยะเวลาที่จะรอระหว่างการกินเนื้อสัตว์และนม แต่ประเพณีที่แพร่หลายและมีคนยึดตามมากที่สุดคือการรอหกชั่วโมงระหว่างการทานเนื้อและนม

เนื้อสัตว์จะสามารถกินหลังการกินผลิตภัณฑ์นม ยกเว้นหลังการกินชีสที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งต้องใช้เวลาในการรอเท่าเมื่อทานผลิตภัณฑ์นมหลังจากเนื้อสัตว์ ก่อนที่จะกินเนื้อสัตว์หลังการรับประทานผลิตภัณฑ์จากนมต้องกินของแข็ง ดื่มของเหลว หรือล้างน้ำให้ทั่วปาก และตรวจมือว่าสะอาดก่อนทานเนื้อสัตว์

A. เครื่องใช้ในครัว:

เว้นแต่ว่าใครเป็นมังสวิรัติและไม่มีการนำเนื้อสัตว์เข้าครัวเด็ดขาด ครัวเรือนที่ตามกฎโคเชอร์จำเป็นต้องมีเครื่องใช้ในครัวแยกกับ หนึ่งชุดสำหรับใช้เมื่อทานเนื้อและสัตว์ปีก และอีกหนึ่งชุดเพื่อทานผลิตภัณฑ์นม ต้องมีชุดหม้อ กระทะ จานชาม และช้อนส้อมที่แยกกันออกไป

B. การล้างจาน:

จะดีที่สุดหากมีสองอ่างล้างจานภายในห้องครัว อ่างหนึ่งสำหรับเนื้อสัตว์และอีกหนึ่งสำหรับผลิตภัณฑ์นม หากว่าเป็นไปไม่ได้และท่านต้องใช้อ่างรวมกันสำหรับเนื้อและนมจำเป็นที่จะต้องนำจานและช้อนส้อมไปวางและล้างบนชั้นวางจานเพื่อไม่ให้โดนอ่างน้ำโดยตรง ต้องมีชั้นวางจานแยกสำหรับล้างจานที่ใช้กับเนื้อและนม ต้องคอยระวังไม่ให้น้ำขึ้นเหนือชั้นวางจาน และห้ามแช่จานไว้ในอ่างที่ใช้รวมสำหรับเนื้อและนม

VI. ไข่

ไข่ (หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ทำจากไข่) ที่มาจากสัตว์ปีกหรือปลาที่ไม่โคเชอร์ก็ไม่ใช่โคเชอร์เช่นกัน เพราะฉะนั้น คาเวียร์ จำเป็นต้องมาจากปลาที่โคเชอร์และอยู่ภายใต้การดูแลที่น่าเชื่อถือ ไข่เหลวที่มีจำหน่ายในท้องตลาดก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลที่น่าเชื่อถือเช่นกัน ไข่ของนกที่โคเชอร์แต่มีจุดเลือดด้านในต้องนำไปทิ้งและฉะนั้นไข่ต้องมีการตรวจสอบก่อนนำไปใช้

VII. เนยขาว และ น้ามัน

กฎระเบียบของรัฐบาลเกี่ยวกับการติดฉลากของส่วนผสมอาหารได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเข้มงวด ฉลากไม่เพียงต้องระบุชนิดของเนยขาว เช่นทำจากผักหรือสัตว์ แต่จำเป็นต้องประกาศแหล่งที่มาของส่วนผสมตัวจริงเช่นกัน ดังนั้นเป็นเรื่องปกติที่จะต้องกล่าวถึงน้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว และแหล่งของน้ำมันชนิดอื่นๆ ผลของการแสดงฉลากที่ชัดเจนนี้คือผู้บริโภคจะสามารถตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนที่ไม่ใช่โคเชอร์อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือต้องระวังว่าสถานะของผลิตภัณฑ์โคเชอร์ทำจากเนยขาวที่มาจากผักล้วนๆก็จำเป็นที่จะต้องยืนยันได้โดยการรับรองความโคเชอร์ที่มีความน่าเชื่อถือได้เท่านั้น เหตุผลก็คือเพราะผู้ผลิตเนยขาวที่ทำจากพืชผักมักใช้ไขมันสัตว์ในอุปกรณ์ทั่วไปเมื่อผลิตสินค้าตัวอื่นๆ ผลิตภัณฑ์ผักบริสุทธิ์อาจเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ USDA ในการทดสอบความบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตาม ในแง่ของกฎข้อปฏิบัติของชาวยิวแล้วน้ำมันพืชอาจไม่ได้รับการยืนยันความโคเชอร์เพราะอาจผลิดโดยใช้อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่โคเชอร์

VIII. อิมัลซิไฟเออร์

อิมัลซิไฟเออร์เป็นสารที่มีความซับซ้อนที่ใช้ในการผลิตอาหารหลายประเภท พวกเขาสามารถช่วยในแง่ฟังก์ชั่นสำคัญหลายอย่าง หนึ่งตัวอย่างคือการลดแรงตึงผิว (ลดแรงตึงผิวสำหรับของเหลว) ซึ่งจะทำให้น้ำมันและน้ำสามารถละลายน้ำได้ อิมัลซิไฟเออร์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในหลายรายการอาหาร เช่น มาการีน เนยขาว ไส้ครีม ท็อปปิ้ง ครีมปรุงกาแฟ สารย้อมสีขาว การทำเค้กสำเร็จรูป โดนัท พุดดิ้ง ไอศครีม ของหวานแช่แข็ง มันบดสำเร็จรูป เนยถั่ว ธัญพืชอาหารเช้า ช็อคโกแลต และลูกอม อิมัลซิไฟเออร์อาจแสดงอยู่ในฉลากส่วนผสมในชื่ออังกฤษว่า polysorbates, glycerides, mono และ diglycerides, sorbitan monostearates ฯลฯ อิมัลซิไฟเออร์จะผลิตจากน้ำมันพืชหรือสัตว์ และจำเป็นที่จะต้องมีการยืนยันโดยการรับรองความโคเชอร์ที่มีความน่าเชื่อถือได้เท่านั้น

IX. เติมแต่งรสชาติ

ภาคสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารอย่างหนึ่งคือผู้ผลิตของวัตถุให้กลิ่นและวัตถุกระตุ้นกลิ่นรส ไม่ว่าจะผลิตจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์วัตถุให้กลิ่นและวัตถุกระตุ้นกลิ่นรสเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เกือบทุกชนิด การผลิตวัตถุให้กลิ่นและวัตถุกระตุ้นกลิ่นรสมีความซับซ้อนเป็นอย่างมากและใช้ส่วนผสมของวัตถุดิบจากทุกแหล่งที่สามารถจินตนาการได้ บางส่วนผสมที่ใช้ในในวัตถุให้กลิ่นและวัตถุกระตุ้นกลิ่นรสที่อาจส่งผลต่อความโคเชอร์ได้คือ น้ำมันฟูเซล (ซึ่งอาจสกัดจากน้ำองุ่น) กลีเซอรีน และ แคสโตเลียม (สารสกัดจากบีเวอร์) เนื่องจากการประกาศส่วนผสมบนฉลากไม่รวมรายละเอียดของส่วนผสมที่ใช้ในวัตถุให้กลิ่นและวัตถุกระตุ้นกลิ่นรส อาหารที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์จำเป็นที่จะต้องมีการยืนยันโดยการรับรองความโคเชอร์ที่มีความน่าเชื่อถือได้เท่านั้น

X. ครีม และ การสอดใส้

การสอดไส้ขนม ครีม และฐานทำฟัดจ์จำเป็นที่จะต้องมีการยืนยันโดยการรับรองความโคเชอร์ที่มีความน่าเชื่อถือได้เท่านั้น เพราะพวกเขาอาจมีไขมัน อิมัลชัน ตัวยึดเจลาติน และการเติมแต่งรสชาติ

XI. ขนมปัง

ขนมปังเป็นอาหารนิยมทานในทุกครัวเรือนที่มักจะแสดงปัญหาในการควบคุมความโคเชอร์และจำเป็นต้องผ่านการยืนยันความโคเชอร์

ขนมปังหลายชนิดทำด้วยน้ำมันและเนยขาว ส่วนผสมพื้นฐานของแป้งโดและสารปรับสภาพโดจะรวมเนยขาวและไดกลีเซอไรด์ ในเบเกอรี่จะใช้กระทะและรางที่วางแป้งไว้สำหรับเมื่อแป้งขึ้นตัวและมีการอบจะมักเคลือบด้วยไขมันสัตว์หรือน้ำมันที่อาจไม่ได้เป็นโคเชอร์ บ่อยครั้งที่น้ำมันเหล่านี้มักไม่ปรากฏบนฉลาก และอาจมีปัญหาในเรื่องการเตรียมอาหารที่ไม่ใช่โคเชอร์โดยใช้อุปกรณ์ปนกัน นี่คือเหตุผลบางอย่างที่ขนมปังต้องมีการยืนยันโดยการรับรองความโคเชอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ

มันเป็นกฎต้องห้ามของชาวยิวที่จะกินขนมปังที่มีส่วนผสมจากนม เนื่องจากขนมปังกินเป็นอย่างหนึ่งที่มักจะบ่อยๆพร้อมทุกมื้ออาหารเหล่าแรบไบจึงกังวลว่าอาจจะเผลอลืมกินขนมปังที่มีส่วนผสมของนมเมื่อกำลังกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ มีข้อยกเว้นอยู่สองกรณี - เมื่อขนมปังถูกออกแบบเป็นรูปร่างที่แตกต่างจากขนมปังอบทั่วไป หรือถ้าชิ้นขนมปังนั้นมีขนาดเล็กจนกินทั้งอันได้ในมื้อเดียว

กฎประเพณีของชาวยิวบังคับให้ใช้ส่วนหนึ่งของแป้งหรือผลิตภัณฑ์อบเสร็จแล้วจะเก็บแยกไว้เพื่อเป็น “challah” ในขณะที่ชิ้นส่วนขนาดใดก็เพียงพอสำหรับแยกเป็น challah มันเป็นการปฏิบัติทั่วไปที่จะแยกชิ้นส่วนขนาดเท่ากับลูกมะกอก หลังจากที่แยกชิ้นออกมาแล้วก็จะมีการเผา challah ชิ้นนั้น พิธีกรรมนี้เป็นข้อบังคับเฉพาะเมื่อเจ้าของแป้งในเวลาของการจัดเตรียมคือชาวยิว และเมื่อแป้งขนมปังทำมาจากธัญพืชห้าอย่างต่อไปนี้: ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวไรย์ สเปลท์ และข้าวบาร์เลย์ นอกจากนี้ไม่จำเป็นต้องแยก challah ออกในกรณีที่ส่วนผสมของแป้งมีน้อยกว่า 2-1 / 2 ปอนด์ ในกรณีที่ส่วนผสมของแป้งมีอย่างน้อย 5 ปอนด์จะมีการสวดให้ศีลให้พรก่อนที่จะแยก challah ออก

ถ้าการให้ศีลให้พร "Mitzvah" ไม่ได้ทำก่อนแยก challah ออกที่ร้านเบเกอรี่ก็สามารถทำที่บ้านได้โดยนำขนมปังอบทั้งหมดในบ้านไปไว้ในห้องเดียว แกะห่อบรรจุภัณฑ์ขนมปังทั้งหมดออก แยกชิ้น challah ออกจากขนมปังชิ้นใดก็ได้แล้วนำไปเผา

XII. เค้ก ขนมอบ และโดนัท

"ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะมีส่วนผสมของเนยขาว อิมัลซิไฟเออร์ เติมแต่งรสชาติ และส่วนผสมอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องยืนยันความโคเชอร์ก่อน เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมดูแลที่น่าเชื่อถือ "

XIII. ผลิตภัณฑ์นม

A. นม:

กฎประเพณีของชาวยิวบังคับให้มีการควบคุมดูแลในระหว่างกระบวนการรีดนมเพื่อให้แน่ใจว่าแหล่งที่มาของนมเป็นของสัตว์ที่โคเชอร์ ตามความเห็นของเจ้าหน้าที่แรบไบหลาย ๆ คน บางคนมีนโยบายสำหรับประเทศสหรัฐอเมริกาที่กฎและการควบคุมของกรมวิชาการเกษตรมีความเข้มงวดเพียงพอที่จะสามารถแน่ใจได้ว่ามีเพียงนมวัวเท่านั้นที่ขายในเชิงพาณิชย์ ข้อกำหนดเหล่านี้ของรัฐบาลมีผลสมบูรณ์สำหรับกฎประเพณีของชาวยิวในแง่ของการควบคุมดูแล อย่างไรก็ตามบางคนจะเข้มงวดมากกว่าคนอื่นทั่วไปและกินเฉพาะนมที่ผลิตด้วยการควบคุมดูแลแบบเต็มเวลา การปฏิบัติแนวนี้เรียกว่า "cholov yisroel"

B. ชีส:

ชีสทุกชนิดจำเป็นที่จะต้องมีการยืนยันโดยการรับรองความโคเชอร์ที่มีความน่าเชื่อถือได้เท่านั้น รวมถึง ชีสแข็ง (Swiss, cheddar, ฯลฯ) และชีสนิ่ม (cottage, farmer, pot, และ cream cheese) ชีสที่มีชื่อเรียกว่า "Rennet" ซึ่งทำจากท้องของลูกวัวมักจะถูกนำใช้ผลิตชีสแข็งเป็นตัวเร่งที่ทำให้แข็งตัวและเป็นก้อน ชีสแข็งที่โคเชอร์จะผลิตโดยใช้ rennet จุลินทรีย์ ซึ่งทำจากส่วนผสมโคเชอร์ทั้งหมด เพราะชีสแข็งมักจะทำโดยใช้ rennet จากสัตว์ กฎหมายของชาวยิวบังคับว่าจำเป็นจะต้องมีการควบคุมดูแลตลอดเวลาการผลิตเพื่อยืนยันความโคเชอร์สมบูรณ์ของผลิตภัณฑ์ แม้กระทั่งในกรณีที่ไม่มีการใช้ rennet จากสัตว์ ชีสแข็งที่ผลิตโดยใช้ส่วนผสมที่โคเชอร์ทั้งหมดและมีผู้ควบคุมดูแลอยู่ตลอดจะเรียกว่า "gevinas yisroel"

ชีสนิ่มอาจมีการเพาะเชื้อจุลินทรีย์และรสชาติที่ไม่โคเชอร์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีการพาสเจอร์ไรส์จำเป็นจะต้องตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้ว่ามีความสมบูรณ์โคเชอร์แท้จริงก่อนผลิตเช่นกัน

XIV. อาหารพาร์เอเว (ไม่มีส่วนผสมจากสัตว์หรือนม)

คำคุณศัพท์ ‘pareve’ หมายความว่าเป็นสินค้าอาหารที่ไม่มีส่วนผสมของนมหรือเนื้อสัตว์และไม่ได้ผ่านการผลิตที่ใช้ความร้อนกับอุปกรณ์เตรียมอาหารจากนมหรือเนื้อสัตว์ อาหาร pareve เป็นกลางและอาจกินกับอาหารจากเนื้อสัตว์หรือนมก็ได้

A. มาการีน:

มาการีนมีส่วนผสมจากน้ำมันและกลีเซอไรด์ และจำเป็นที่จะต้องมีการยืนยันโดยการรับรองความโคเชอร์จากแรบไบที่มีความน่าเชื่อถือได้เท่านั้น มาการีนอาจมีส่วนผสมนมได้ถึง 12% มาการีนบางอันจะเป็นอาหารชนิดนมและแบบอื่น ๆ เป็นอาหารชนิด pareve

B. ครีมผสมกาแฟที่ประกาศว่า ""ไม่มีส่วนผสมของนม"" หลายชนิดจะถูกประเมินว่าเป็นอาหารชนิดนมตามกฎประเพณีสำหรับอาหารโคเชอร์

XV. อาหารธรรมชาติ และอาหารเพื่อสุขภาพ

จากการขยายตัวของเทรนด์ผลิตภัณฑ์อาหาร "ธรรมชาติ" หรือ "บริสุทธิ์" ในสหรัฐอเมริกา จึงต้องมีคำชี้แจงในความโคเชอร์บางอย่างเกี่ยวกับหมวดหมู่สินค้านี้ มีความคิดที่ผิดว่าผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติจะสามารถเป็นโคเชอร์ได้อย่างแน่นอน ในความเป็นจริงอาหารที่ไม่โคเชอร์ทุกอย่างก็ทำจากธรรมชาติเช่นกัน และดังนั้นอาหารที่ทำจากธรรมชาติไม่มีผลต่อสถานภาพความโคเชอร์

XVI. ไวน์ และน้ำองุ่น

น้ำองุ่น ไวน์องุ่น และบรั่นดีทั้งหมดต้องจัดเตรียมภายใต้การควบคุมดูแลของแรบไบผู้ตามประเพณี Orthodox อย่างเคร่งครัด เมื่อโคเชอร์ไวน์ได้ถูกต้มแล้วจะไม่มีข้อจำกัดในการจัดการ โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการติดฉลากว่า “mevushal”

แยมองุ่น (ผลิตจากเนื้อองุ่น) รวมทั้งแยมและเยลลี่ทุกชนิดจำเป็นที่จะต้องมีการควบคุมดูแลเพราะอาจมีการใช้อุปกรณ์ร่วมกับอาหารที่ไม่โคเชอร์และอาจมีสารเติมแต่งที่ไม่โคเชอร์ เยลลี่องุ่นผลิตจากน้ำองุ่นและสามารถนำไปใช้ได้เมื่อผลิตจากน้ำองุ่นโคเชอร์ที่ผ่านการควบคุมดูแลอย่างถูกต้องเท่านั้น

กลิ่นรสเติมแต่งขององุ่นไม่สามารถนำมาใช้ได้นอกจากว่ามีการสนับสนุนว่าโคเชอร์แท้จริง กลิ่นรสเติมแต่งขององุ่นหลายอันจะมีสารสกัดขององุ่นจากธรรมชาติและประกาศบนฉลากว่าสังเคราะห์หรือเลียนแบบเนื่องจากสารปรุงแต่งรสอื่น ๆ ถูกนำมาใช้ในสูตรเดียวกัน

เหล้าองุ่นต้องมีการกำกับดูแลเนื่องจากมีการนำใช้สารปรุงแต่งรสในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ นอกจากนี้ฐานแอลกอฮอล์อาจมาจากไวน์เช่นกัน

XVII. การเดินทางโดยทานอาหารโคเชอร์

สำหรับนักธุรกิจหรือนักท่องเที่ยวที่เดินทางข้ามประเทศสหรัฐอเมริกาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองความโคเชอร์มีพร้อมจำหน่ายเกือบทุกที่ แม้แต่ในร้านขายของชำที่เล็กที่สุดในเมืองเล็ก ๆ อย่างไรก็ตามมันอาจจะยากมากที่จะพบสินค้าอาหารโคเชอร์อย่างแท้จริงในประเทศอื่น ๆ

ผู้เดินทางที่นำอาหารแช่แข็งสำเร็จรูปไปรับประทานในที่ที่มีเพียงเตาที่ไม่ใช้โคเชอร์ไว้อุ่นอาหารจะสามารถใช้เตาอบได้โดยครอบคลุมแพคเกจแช่แข็งด้วยฟอยล์อลูมิเนียมสองชั้นเท่านั้น หากมีการใช้เตาไมโครเวฟก็จำเป็นต้องห่ออาหารสองครั้งก่อนนำไปอุ่น ควรสั่งอาหารโคเชอร์ล่วงหน้าถ้าเดินทางโดยเครื่องบิน รถไฟ หรือเรือ พนักงานของสายการบินจะได้รับคำแนะนำให้เตรียมอุ่นอาหารเหล่านี้ในลักษณะเดียวกับที่ได้รับ ซึ่งจะห่อด้วยกระดาษฟอยล์สองชั้นพร้อมตราประทับของผู้ให้บริการอาหารและประทับตรารับรองโดยองค์กรโคเชอร์ยังคงอยู่ครบถ้วน ผู้เดินทางจะสามารถแน่ใจได้ว่าอาหารเย็นไม่ได้รับการดัดแปลงเพราะยังมีตราประทับของผู้ให้บริการอาหารและประทับตรารับรองโดยองค์กรโคเชอร์ยังคงอยู่ครบถ้วน การรับรองความโคเชอร์จะใช้กับอาหารในภาชนะที่ปิดสนิทเท่านั้น

อาหารอื่น ๆ (ขนมปัง ไวน์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ชีส และครีมผสมกาแฟ หรือขนมขบเคี้ยว) ที่ไม่ได้อยู่ในบรรจุภัณฑ์และเสริฟโดยผู้ให้บริการจะไม่รวมอยู่ในรายการอาหารที่รับรองความโคเชอร์ เว้นแต่จะอยู่ในบรรจุภัณฑ์ของมันเองและมีการรับรองแยกต่างหาก

XVIII.เทศกาล Passover

เทศกาล Passover ของชาวยิวจะจัดขึ้นทุกปีเป็นระยะเวลาทั้งหมด 8 วัน ในช่วงเทศกาลนี้มีประเพณีที่ชาวยิวไม่สามารถทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ผ่านการหมักหรือดองจาก 5 ธัญพืชต่อไปนี้: ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต แป้งสเปลท์ และข้าวไร ช่วงเทศกาล Passover ชาวยิวจำเป็นที่จะต้องใช้จาน ช้อนส้อม และเครื่องครัวที่ต่างจากของใช้ปกติ โดยต้องมีชุดพิเศษที่แยกสำหรับเทศกาล Passover ที่ไม่เคยใช้กับ 5 ธัญพืชที่ห้ามรับประทาน ชุมชนยิวหลายแห่งจะนับถือการห้ามรับประทาน ‘Kitniyot’ หรือเมล็ดถั่วและพัลส์ในช่วงเทศกาล Passover รวมถึง: ข้าวโพด ถั่วเหลือง เรพซีด ถั่วลิสง ถั่ว และข้าว

มีผลิตภัณฑ์ Passover ทั้งหมด 2 มาตรฐาน:

  1. Kosher for Passover – ไม่มีส่วนประกอบใด ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น
  2. Kosher for Passover Kitniyot – ไม่ประกอบด้วยธัญพืช 5 ชนิด แต่อาจมีพืชตระกูลถั่วและ / หรือพัลส์